วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2558

ผลิตภัณฑ์จากพืช


ตำลึง

- ครีมตำลึง

1.นำใบตำลึงสดๆ มาล้างน้ำให้สะอาด พักเอาไว้ให้สะเด็ดน้ำ
2.นำมาโขลกหรือบดให้ละเอียด ใบตำลึงสดที่บดหรือโขลกละเอียดดีแล้วจะเหลว เหนียว ข้น ใส่ภาชนะปิดฝาเก็บเอาไว้ในตู้เย็น
3.นำครีมตำลึงมาทาและพอกตามผิวกาย ใบหน้า ท่อนแขน มือ ท่อนขา เท้า ทุกๆส่วนของร่างกาย เพื่อสร้างความสดชื่น เย็นสบาย รักษาผิวพรรณให้ผุดผ่อง เกลี้ยงเกลา


- ซอสลูกตำลึง  

ส่วนผสม 
ลูกตำลึงสุก 1 กก.          พริกชี้ฟ้าแดง 200 กรัม               
กระเทียมสับ 200 กรัม   อบเชย 1 ชิ้น  
น้ำส้มสายชู 150 กรัม     น้ำตาลทราย 400 กรัม                
เกลือ 50 กรัม 
ขั้นตอนการผลิต 
1.นำน้ำใส่หม้อยกขึ้นตั้งไฟ ใส่กระเทียม ลูกตำลึงสุก พริกชี้ฟ้า ต้มจนเปื่อย  
2.นำมายีบนตะแกรง หรือปั่นให้ละเอียด เพื่อเอาเมล็ดออก แล้วนำน้ำส้มสายชู น้ำตาลทราย เกลือ ใส่หม้อตั้งไฟให้ละลายเข้ากันอีกครั้ง
3.นำส่วนผสมที่ปั่นละเอียดแล้วใส่ลงหม้อ ตั้งไฟเคี่ยวจนข้นบนไฟแรงปานกลาง เคี่ยวประมาณ 20 นาที ให้สังเกตสีจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม จากนั่นชิมรสชาติตามที่ชอบ
4.นำซอสลูกตำลึงกรอกใส่ขวดที่ล้างสะอาด แล้วปิดฝาให้สนิท นำไปนึ่งฆ่าเชื้อโรคประมาณ 30 นาที  เก็บไว้รับประทานได้


ชบา

- น้ำใบชบา บำรุงเส้นผม

น้ำใบชบา จะซึมเข้าไปดูแลรากผมให้แข็งแรงและความลื่นของยางที่ได้จากชบาจะช่วยบำรุงเส้นผมให้นุ่มสลวยและเงางามตลอดทั้งเส้นผม
ส่วนผสม
1.ใบชบาหนึ่งกำมือใหญ่
2.น้ำสะอาด 2-3 แก้ว
วิธีทำ
1.นำใบชบามาล้างน้ำให้สะอาด
2.ต้มใบชบากับน้ำสะอาดที่เตรียมไว้ประมาณ 20 นาที น้ำที่ได้จะมีลักษณะลื่นเหนี่ยวคล้ายเจล
3.นำมากรองเอาใบชบาออกให้เหลือแต่น้ำ
4.นำน้ำที่ได้มานวดศีรษะ ทั้งหนังศีรษะและเส้นผม ทึ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด โดยไม่ต้องสระผมซ้ำ


ดอกเข็ม

- ดอกเข็มกรอบ

ส่วนผสม
ดอกเข็มสีแดง 3 ถ้วย                          ตะไคร้ซอย 1 ถ้วย                  
ใบมะกรูดหั่นเส้นหยาบ 1/4 ถ้วย        เม็ดมะม่วงหิมพานต์ทอด 1/2 ถ้วย 
ปลาข้าวสารทอด 1/2 ถ้วย                  พริกแห้งเม็ดเล็กทอด 1/4 ถ้วย            
แป้งชุบแป้งทอดสำเร็จรูป 1 ถ้วย       น้ำเย็นจัด 1 - 1 1/2 ถ้วย          
น้ำมันพืช (สำหรับทอด) 2 ถ้วย          
วิธีทำ
1.นำดอกเข็มที่ล้างน้ำจนสะอาดแล้วมาตัดออกเป็นดอกๆ
2.ค่อยๆผสมแป้งทอดสำเร็จรูปกับน้ำเย็น จนแป้งละลายหมดไม่จับตัวเป็นก้อน สามารถชุบดอกเข็มติดได้ทั่วดอก            
3.ตั้งกระทะน้ำมันไฟปานกลางให้ร้อน นำดอกเข็มชุบแป้งใส่ลงทอดให้เหลืองกรอบ ระวังอย่าให้ไหม้ ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน ทอดจนหมด จากนั้นจึงทอดตะไคร้และใบมะกรูดต่อให้เหลืองกรอบทีละอย่าง เมื่อรับประทานให้นำทุกอย่างมาคลุกเคล้ารวมกัน


อัญชัน

- สบู่ดอกอัญชัน

ช่วยทำความสะอาดผิวกาย ดอกอัญชัน มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ และบำรุงผิวพรรณ ทำให้ผิวพรรณสดใส อ่อนเยาว์


- แชมพูดอกอัญชัน

บำรุงผมให้ดกดำเงางาม รักษาอาการผมร่วง ผมบาง


- น้ำดอกอัญชัน


- สีผสมอาหารจากดอกอัญชัน



ลีลาวดี

- เจลอาบน้ำจากดอกลีลาวดี



ตัวอย่างไม้ยืนต้นในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา



ชมพูพันธุ์ทิพย์

ชื่อวิทยาศาสตร์: Tabebuia rosea (Bertol.) DC.
ชื่อวงศ์: BIGNONIACEAE
ชื่อท้องถิ่น: ชมพูพันธุ์ทิพย์ ชมพูอินเดีย ธรรมบูชา (กรุงเทพฯ) ตาเบบูย่า
ลักษณะวิสัย: ไม้ยืนต้น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: ไม้ต้น ผลัดใบ ขนาดกลาง สูง 8-18 ม. แตกกิ่งก้านมากมาย ผิวลำต้นขรุขระมีสีน้ำตาล ใบเรียงตรงข้าม ใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย 5 ใบ ใบรูปรี โคนใบแหลม ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ดอกช่อออกเป็นกระจุกตามกิ่ง ช่อละ 5-8 ดอก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายกลีบแยกเป็น 5 กลีบ ดอกเป็นสีชมพูอมม่วงหรือชมพูอ่อน เมื่อบานเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 ซม. เกสรเพศผู้มี 4 อันร่วงง่าย ผลเป็นฝักกลมยาวประมาณ 15 ซม.เมื่อแก่จะแตก ด้านเดียว เมล็ดมีปีกปลิวไปได้ไกล


พฤกษ์

ชื่อวิทยาศาสตร์: Albizia lebbek (L.) Benth.
ชื่อวงศ์: FABACEAE (LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE)
ชื่อท้องถิ่น: กะซึง กาแซ กาไพ จามจุรีสีทอง เจร ซึก
ลักษณะวิสัย: ไม้ยืนต้น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: ไม้ต้นขนาดใหญ่ สูงถึง 25 เมตร ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ โคนก้านใบมีต่อม ใบประกอบย่อย 2-3 คู่ เรียงตรงข้าม ใบย่อย 3-6 คู่ เรียงตรงข้าม แผ่นใบย่อยรูปไข่กลับหรือคล้ายสามเหลี่ยมข้าวหลามตัด ปลายใบกลมหรือตัด โคนใบเบี้ยว มนหรือตัด ช่อดอกแบบช่อเชิงหลั่น ออกบริเวณซอกใบที่ปลายยอด ช่อดอกย่อยเป็นกระจุกกลมแน่น ดอกย่อยมีขนาดเล็ก เกสรเพศผู้จำนวนมาก ผลเป็นฝัก รูปขอบขนาน แบน ปลายเรียวแคบทั้งสองด้าน เมื่อแก่จะแตกอ้าตามรอยตะเข็บ เมล็ดทรงรี แบน


ประดู่บ้าน

ชื่อวิทยาศาสตร์: Pterocarpus indicus Willd.
ชื่อวงศ์: LEGUMINOSAE
ชื่อท้องถิ่น: ดู่บ้าน(ภาคเหนือ) ประดู่บ้าน ประดู่ลาย(ภาคกลาง) สะโน(มลายู-นราธิวาส) ประดู่ไทย(ภาคกลาง) ประดู่กิ่งอ่อน(ทั่วไป)
ลักษณะวิสัย: ไม้ยืนต้น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 10-25 เมตร ผิวเปลือกลำต้นมีสีดำหรือเทาลำต้นเป็นพูไม่กลมแตกกิ่งก้านสาขากว้างมีเรือนยอดทึบแตกเป็นสะเก็ดร่องตื้น ๆ ใบเป็นช่อแตกออกจากปลายกิ่งมีใบยอดประกอบอยู่ประมาณ 6-12 ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปมนรีปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบเป็นมันสีเขียว ใบมีขนาดยาวประมาณ 2-3 นิ้ว กว้างประมาณ 1-2 นิ้ว ออกดอกเป็นช่อออกตามปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็กสีเหลือง ผลมีขนเล็กๆ ปกคลุมขนาดผลโตประมาณ 4-6 เซนติเมตร 

  

ลีลาวดี

ชื่อวิทยาศาสตร์: Plumeria spp.
ชื่อวงศ์: APOCYNACEAE
ชื่อท้องถิ่น: ลั่นทม จำปาขอม
ลักษณะวิสัย: ไม้ยืนต้น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านสาขาออกไป มีกิ่งก้านที่เปราะและอุ้มน้ำลำต้นสูงประมาณ 4-6 เมตร และมีน้ำยางสีขาว ใบออกเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันไปแบบขั้นบันได แต่ใบจะไปดกที่ปลายกิ่ง ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับตรงปลายมน โคนใบสอบแคบ ขอบใบเรียบ ด้านบนมีผิวมันสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างมีขนสั้นๆ ประปราย และมองเห็นเส้นใบได้ชัดเจน ขนาดของใบกว้างประมาณ2-3.5 นิ้ว ก้านใบยาว 2-2.5 นิ้ว ออกดอกเป็นช่ออยู่ตรงส่วนยอดของต้น ดอกเป็นรูปกรวย ภายในหลอดดอก จะมีขนประปราย ผลเป็นฝักยาวเรียบ มีผิวเกลี้ยงยาวประมาณ 6-11 นิ้ว ภายในมีเมล็ดเป็นรูปแบนๆ อยู่เป็นจำนวนมาก


ตัวอย่างไม้พุ่มในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา



ชาดัด (ชาฮกเกี้ยน)

ชื่อวิทยาศาสตร์: Ehretia microphylla Lamk
ชื่อวงศ์: EHRETIACEAE
ชื่อท้องถิ่น: ชาดัด
ลักษณะวิสัย: ไม้พุ่ม
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: เป็นไม้พุ่ม สูงได้ถึง 2.5 เมตร แตกกิ่งก้านหนาแน่น ใบเดี่ยวเรียงสลับ มักออกเป็นกระจุกตามกิ่งสั้นๆ รูปไข่กลับแคบ ปลายแยกเป็นพูแหลม 3-5 แฉก ปลายพูมักเป็นติ่งหนามอ่อน โคนใบรูปปลิ่ม หลังใบสีเขียวเข้มเป็นมันขรุขระเล็กน้อย ท้องใบสีเขียวอ่อน ดอกสีขาว ออกเป็นช่อกระจุกตามชอกใบ ดอกย่อย 2-5 ดอก กลีบเลียง 5 กลีบ สีเขียวอ่อน ด้านนอกมีขนยาวประปราย โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเล็กน้อยเป็นรูปกรวย ปลายแยกเป็น 5 แฉก รูปสามเหลี่ยม แคบ ปลายมน ผลรูปกลม สีส้มแดง


หนุมานประสานกาย

ชื่อวิทยาศาสตร์: Schefflera leucantha R. Vig.
ชื่อวงศ์: ARALIACEAE
ชื่อท้องถิ่น: หนุมานประสานกาย (คนเมือง)
ลักษณะวิสัย: ไม้พุ่ม
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: มีลำต้นสูงประมาณ 1 2 เมตร ผิวลำต้นค่อนข้างเรียบเกลี้ยงใบ ใบออกเป็นกระจุก แผ่ออกแบบนิ้วมือ มีใบย่อยประมาณ 7 8 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปยาวรี ปลายใบแหลมเรียว โคนใบมีหูใบซึ่งจะติดอยู่กับก้านใบพอดี พื้นผิวใบเรียบเป็นมัน ริมขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 0.5 1.5 นิ้ว ยาวประมาณ 2 4 นิ้ว ก้านใบย่อยยาวประมาณ 8 - 25 มม. ดอกออกเป็นช่อ ช่อหนึ่งยาวประมาณ 3 5 นิ้ว ลักษณะของดอกย่อย เป็นดอกสีเขียว มีขนาดเล็ก ก้านช่อดอกยาวประมาณ 3 7 มม. ผลมีลักษณะเป็นรูปไข่ อวบน้ำ ขนาดของผลมีความยาวประมาณ 5 6 มม. กว้างประมาณ 4 5 มม. ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่เต็มที่หรือสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงสด


เตยหอม

ชื่อวิทยาศาสตร์: Pandanus amaryllifolius Roxb.
ชื่อวงศ์: PANDANACEAE
ชื่อท้องถิ่น: ซึปู่ลุ่ (ม้ง), ใบเตย (ไทลื้อ)-หวานข้าวไหม้ (เหนือ), ปาแนะออริง (ใต้), ปาแนก๊อจี (ไทยมุสลิม), ปานหนัน (นราธิวาส-ปัตตานี), พั้งลั้ง (จีน)
ลักษณะวิสัย: ไม้พุ่ม
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: เป็นพืชใบลี้ยงเดี่ยวลักษณะแตกกอเป็นพุ่มขนาดเล็ก ลำต้นมีข้อปล้อง อยู่ใต้ดิน ส่วนที่โผล่ขึ้นมาอยู่เหนือดินนั้นเป็นก้านใบ และใบสูงประมาณ 2 ฟุต ใบออกเป็นพุ่มบริเวณปลายยอด เมื่อลำต้นเจริญเติบโตจะมีรากค้ำจุนช่วยพยุงลำต้นไว้ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนบิดเป็นเกลียวขึ้นไปจนถึงยอด ลักษณะใบยาวเรียวคล้ายใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบมัน เส้นกลางใบเว้าลึกแอ่ง ดูด้านท้องใบจะเห็นเป็นรูปคล้ายกระดูกงูเรือม ใบมีกลิ่นหอม
  

เฟื้องฟ้า

ชื่อวิทยาศาสตร์: Bougainvillea spp.
ชื่อวงศ์: NYCTAGINACEAE
ชื่อท้องถิ่น: ตรุษจีน  ดอกกระดาษ
ลักษณะวิสัย: ไม้พุ่มกึ่งเลื้อย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: ขนาดตั้งแต่พุ่มเล็กถึงพุ่มใหญ่ มีหนามขึ้นตามลำต้นอยู่เหนือใบ ใบเป็นใบเดี่ยวแตกออกสลับกับกิ่งหรือเยื้องกัน มีขนขึ้นปกคลุมเล็กน้อย มีสีเขียวหรือใบด่าง รูปร่างรีแหลมยาว 3-6 ซม. กว้าง 2.5 ซม.ใบประดับลักษณะคล้ายรูปหัวใจหรือรูปไข่มี 3-5 ใบ มีหลายสี เช่น ม่วง แดง ชมพู ส้ม ฟ้า เหลืองและอื่นๆ ผู้พบเห็นทั่วไปมักเข้าใจว่าใบประดับคือดอก ดอกมีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและไม่สมบูรณ์เพศ ออกเป็นช่อตามซอกใบหรือปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 3 ดอก เป็นหลอดยาว 1-2 ซม.ติดอยู่ที่เส้นกลางใบของใบประดับ ส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าดอกคือเกสรดอก ดอกเป็นชนิดไม่มีกลีบดอก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 5-10 อัน การปลูกเลี้ยงในประเทศไทยมักจะเกิดการกลายพันธุ์ โดยเนื้อเยื่อบริเวณตามีการเปลี่ยนแปลงในระดับเซลทำให้ส่วนต่างๆ เปลี่ยนไป เช่น สีของใบประดับเปลี่ยนไป กลายพันธุ์เป็นใบประดับซ้อน กลายพันธุ์เป็นใบด่าง กลายพันธุ์เป็นดอกกระจุก เป็นต้น


ไม้มงคล


แก้ว

ไม้ยืนต้นขนาดไม่ใหญ่ที่มีดอกสีขาวส่งกลิ่นหอมรัญจวนใจนี้ คนไทยนิยมปลูกไว้ริมรั้วบ้าน หรือปลูกลงในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคารก็ได้ โดยคำว่า "แก้ว" หมายถึงสิ่งของมีค่าที่คนนับถือบูชา เปรียบได้กับของมีค่าสูงดั่งดวงแก้ว ทำให้เกิดความเชื่อที่ว่า หากปลูกต้นแก้วไว้ประจำบ้าน จะทำให้สมาชิกในบ้านเป็นคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์เหมือนแก้ว มีความเบิกบานใจ และมีคนรักดั่งแก้วตาดวงใจนั่นเอง  เพื่อความเป็นสิริมงคล โบราณแนะนำให้ปลูกต้นแก้วไว้ทางทิศตะวันออก และให้ปลูกในวันพุธ ตามความเชื่อที่ว่า การปลูกไม้ที่เอาประโยชน์ทางดอกควรปลูกในวันพุธแล้วจะเป็นมงคล


ต้นโป๊ยเซียน

ต้นไม้แห่งโชคลาภที่คนไทยนิยมปลูกกันมากอีกชนิด เพราะเชื่อว่าจะทำลาภผลมาให้ และจะทำให้ครอบครัวสงบสุข ขณะเดียวกัน บางคนยังเชื่อว่า โป๊ยเซียน เป็นต้นไม้เสี่ยงทาย หากบ้านไหนปลูกต้นโป๊ยเซียนออกดอกได้ 8 ดอก ก็จะมีโชคลาภ เงินทอง ได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง เพราะโป๊ยเซียนเป็นตัวแทนของเทพเจ้า 8 องค์ ที่จะนำความเจริญรุ่งเรือง และช่วยปกป้องคุ้มครองผู้ที่เป็นเจ้าของ
ทั้งนี้ ตามเคล็ดปฏิบัติการปลูกต้นโป๊ยเซียน ควรจะให้ผู้ที่มีอายุ หรือญาติผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือมาลงมือปลูกให้ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นทิศมงคลของต้นโป๊ยเซียน จะยิ่งเสริมความเป็นสิริมงคลให้ผู้อยู่อาศัย และควรปลูกในวันพุธ เพื่อให้ดอกที่ออกงดงามตามความเชื่อคนโบราณนั่นเอง ที่สำคัญควรเลือกดอกสีเหลือง หรือสีส้ม จะเป็นมงคลที่สุด


ต้นโกสน

ไม้พุ่มหลากสีชนิดนี้ นิยมเป็นปลูกกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะภายในพระราชวัง และวัด เพื่อหวังให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข หากนำมาปลูกในบ้าน ก็จะทำให้ครอบครัวมีแต่ความสงบสุข ปราศจากความขัดแย้งใด ๆ นั่นเพราะคนสมัยก่อนเชื่อกันว่า คำว่า "โกสน" มีเสียงใกล้เคียงกับคำว่า "กุศล" ซึ่งหมายถึงการสร้างบุญ สร้างสิ่งที่ดีงามเป็นบุญเป็นกุศลนั่นเอง
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล คนโบราณก็ยังแนะนำให้ปลูกต้นโกสนในวันอังคาร และปลูกไว้ทางทิศตะวันออกของบ้านเพื่อรับแสงแดดยามเช้า จะทำให้เห็นสีสันของใบที่สวยสด ดึงดูดสายตาของผู้ที่พบเห็น


ต้นบานไม่รู้โรย

ว่ากันว่าบ้านไหนมีคู่รักต้องปลูกต้นบานไม่รู้โรยไว้ในบ้านด้วย เพราะชื่อบานไม่รู้โรยเป็นชื่อมงคล หมายความถึง ความยั่งยืน ความอดทน และไม่ย่อท้อ หากเปรียบกับความรักก็เหมือนความรักที่ยั่งยืน ช่วยให้คู่รักมีความผูกพันมั่นคงต่อกันไปนาน ๆ ปราศจากความโรยรา หรือผันแปรตลอดไปนั่นเอง ฟังแล้วน่าปลูกไว้จริง ๆ


ต้นกระดังงา
หากต้องการให้วงศ์ตระกูลมีชื่อเสียงโด่งดัง ต้นกระดังงา ก็คือต้นไม้มงคลตามความเชื่อของคนโบราณที่ปรารถนาให้ลูกหลานมีชื่อเสียงก้องกังวานไปไกล มีลาภยศสรรเสริญ มีเงินทอง ผู้คนทั่วไปนับหน้าถือตา เพราะชื่อ "กระดังงา" เป็นชื่อที่มีความหมายที่ดี และคนก็เชื่อกันว่า เสียงที่ดังนั้นไพเราะเพราะพริ้งดังก้องไปถึงสรวงสวรรค์เลยล่ะ
นอกจากเรื่องชื่อเสียงโด่งดังแล้ว คนไทยยังเชื่อกันว่า กระดังงาเป็นต้นไม้ที่ช่วยเสริมเสน่ห์ให้สมาชิกในบ้านให้เป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป และมีชีวิตที่หอมหวลเหมือนกับกลิ่นหอมของดอกกระดังงา บ้านไหนที่คิดจะปลูกกระดังงาควรปลูกในวันพุธ ไว้ทางทิศตะวันออกของตัวบ้าน เพื่อให้แสงอาทิตย์สาดส่อง จะช่วยให้ชื่อเสียงขจรขจายไปทั่ว เพิ่มความเป็นสิริมงคลแก่ตัวบ้าน และครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบ้าน


ต้นเข็ม

ทุกคนคงรู้กันอยู่แล้วว่า ดอกเข็ม ที่ใช้ในการประกอบพิธีไหว้ครู เป็นสัญลักษณ์แทนความฉลาดหลักแหลมเปรียบกับเข็มที่แหลมคม เช่นเดียวกับการปลูกต้นเข็มไว้ในบ้านที่คนโบราณเขาก็เชื่อว่า จะทำให้สมาชิกในบ้านมีความฉลาดหลักแหลมเหมือนกับดอกเข็ม และยังช่วยให้มีปฏิภาณไหวพริบเอาตัวรอดได้ด้วย หรือหากบ้านใดมีเด็กที่กำลังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน ดอกเข็มก็กระตุ้นให้เด็ก ๆ สนใจใฝ่หาความรู้มาเติมเต็มให้ตัวเองอยู่เสมอ
หากต้องการจะปลูกต้นเข็ม โบราณแนะนำให้หาคนที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาเล่าเรียนเป็นผู้ลงมือปลูก โดยเลือกปลูกทางทิศตะวันออก และปลูกในวันพุธ จะช่วยเสริมสิริมงคลให้แก่คนในบ้าน


ดาวเรือง

ความเชื่อเกี่ยวกับการปลูกดาวเรืองก็คือ จะช่วยนำเงินทองเข้ามาในบ้าน เพราะสีเหลืองทองอร่ามของดอกดาวเรืองเปรียบเสมือนเงินทองเต็มบ้าน ถ้าหากปลูกไว้หน้าบ้านหรือในบริเวณบ้านให้ออกดอกเยอะ ๆ เหมือนทุ่งทอง จะยิ่งเสริมให้มีโชคลาภ ทำกิจการใด ๆ ก็จะก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป


กระบองเพชร

ความเชื่อเกี่ยวกับการปลูกต้นกระบองเพชรในบ้านนั้น เชื่อกันว่าจะทำให้กิจการก้าวหน้า จะได้เลื่อนหน้าที่การงานเร็ว และจะพาโชคลาภมาสู่ครอบครัว ถ้าหากบ้านไหนปลูกกระบองเพชรให้เกิดดอกได้มาก และสวยงามแล้วล่ะก็ แสดงว่าผู้นั้นจะมีโชคลาภ จะได้เงินได้ทองไม่ขาดมือเลย


พุด

คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นพุดไว้ประจำบ้านจะทำให้มีความเจริญ ความมั่นคง เพราะพุด หรือ พุฒ หมายถึงความเข็งแรง สมบูรณ์ คือความเจริญมั่นคง นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกว่า จะทำให้เกิดบริสุทธิ์ เพราะดอกพุดมีสีขาวสดใสกลับมีดอกใหญ่ที่ขาวสะอาดดังนั้น แง่หนึ่งเช่นกันทั้งนี้ก็เพราะโบราณเชื่อว่าเนื้อไม้ของพุดเป็นไม้ที่แข็งแกร่งและมีอิทธิฤทธิ์พอสมควร


การดำเนินงานสวนพฤษศาสตร์โรงเรียน



ตามที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรทราชกุมารีทรงมีพระราชดำริบางประการเกี่ยวกับการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช

การสอนและอบรมให้เด็กมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์พรรณพืชนั้น ควรใช้วิธีการปลูกฝังให้เด็กเห็นความงดงาม ความน่าสนใจ และเกิดความปิติที่จะทำการศึกษาและอนุรักษ์ต่อไป การใช้วิธีการสอนอบรมที่ให้เกิดความรู้สึกกลัวว่า หากไม่อนุรักษ์แล้วจะเกิดผลเสีย เกิดอันตรายแก่ตนเอง จะทำให้เด็กเกิดความเครียด ซึ่งจะเป็นผลเสียกับไทยในระยะยาว

โครงการอนุรักษ์พรรณพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริ จัดตั้งงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนเพื่อเป็นสื่อสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช โดยให้เยาวชนใกล้ชิดกับพืชพรรณ เห็นคุณค่า ประโยชน์ ความสวยงาม อันจะก่อให้เกิดความคิดที่จะอนุรักษ์พรรณพืชต่อไป เกิดความรักความหวงแหน และรู้จักการนำไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชดำริและแนวปฏิบัติให้เป็นงานหนึ่งในกิจกรรมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช และชัดเจนในคำจำกัดความของสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ซึ่งจะดำเนินการในพื้นที่โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษา โดยใช้แนวทางการดำเนินงานตามแบบอย่างสวนพฤกษศาสตร์ แต่ย่อขนาดมาดำเนินการในพื้นที่เล็กๆ

โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ จึงได้จัดการประชุมเพื่อเผยแพร่พระราชดำริและแนวทางการดำเนินงานสวนพฤษศาสตร์โรงเรียน ให้กับโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา การประถมศึกษาแห่งชาติและการศึกษาเอกชน ซึ่งปัจจุบันสังกัดในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือ สพฐ. โดยให้โรงเรียนที่สนใจ สมัครใจที่จะร่วมสนองพระราชดำริ


ประวัติสวนพฤกษศาสตร์


พ.ศ.2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพยายามปกปักยางนา

พ.ศ.2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรพระราชฐาน ไปประทับแรม ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อเสด็จผ่านอำเภอท่ายาง จ.เพชรบุรี สองข้างทางมีต้นยางนาขนาดใหญ่ขึ้นอยู่มาก มีพระราชดำริจะสงวนป่าต้นยางนี้ไว้เป็นสวนสาธารณะ แต่ไม่สามารถจัดถวายตามพระราชประสงค์ เพราะมีราษฎรเข้ามาทำไร่ทำสวนในบริเวณนั้นมาก

พ.ศ.2504 ป่าสาธิตทดลอง

เมื่อไม่สามารถดำเนินการได้ จีงทรงทดลองปลูกต้นยางเอง โดยทรงเพาะเมล็ดที่เก็บจากต้นยางนา และปลูกไว้ในแปลงทดลองป่าสาธิตใกล้พระตำหนักเรือนต้น สวนจิตรลดา ซึ่งแม้ต้นยางที่ท่ายางจะสูญสิ้นแต่พันธุกรรมของต้นยางนาเหล่านั้นยังคงอนุรักษ์ไว้ได้ที่สวนจิตรลดา ต่อมาทรงพระกรุณาโปรเกล้าฯ ให้นำพรรณไม้จากทั่วประเทศมาปลูกในบริเวณที่ประทับสวนจิตรลดา เพื่อให้เป็นที่ศึกษาพรรณไม้

พ.ศ.2528 ทรงให้ใช้เทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออนุรักษ์พืช

ในวันที่ 9 พ.ค. พ.ศ.2528 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอาคาร ห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชที่โครงการส่วนพระองค์ฯที่สวนจิตรลดา มีการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บรักษาพันธุกรรมของพืชเอกลักษณ์ในสภาวะปลอดเชื้อในอุณหภูมิต่ำ เพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต


พ.ศ.2529 ทรงให้อนุรักษ์พันธุกรรมหวาย

มีพระราชดำริให้อนุรักษ์และชยายพันธุ์หวายชนิดต่างๆ โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เตรียมการแก้ปัญหาการขาดแคลนหวายในอนาคต เมื่อขยายพันธุ์ได้ต้นที่สมบูรณ์ของหวาย ก็ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาติให้ทำการทดลองปลูกต้นหวายเหล่านั้นในป่ายางนาใกล้พระตำหนักเรือนต้น สวนจิตรลดา


พ.ศ.2529 สวนพืชสมุนไพร

ในปี พ.ศ.2529นอกจากมีพระราชดำริ ให้มีการอนุรักษ์พันธุกรรมหวายแล้ว ยังได้ให้จัดทำสวนพืชสมุนไพรขึ้น ในโครงการส่วนพระองค์ฯสวนจิตรลดา เพื่อรวบรวมสมุนไพรมาปลูกเป็นแปลงสาธิต และรวบรวมข้อมูล สรรพคุณ ตลอดจนการนำไปใช้ประโยชน์ กับทั้งให้มี การศึกษาขยายพันธ์สมุนไพร โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และเผยแพร่ ความรู้ที่ได้สู่ประชาชน 


พ.ศ.2531 ทรงให้พัฒนาพันธุ์ ผักโดยการผสมสองชั้น

เมิ่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2531 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสกับหม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญสิริ จักรพันธ์ ให้ดำเนินการผสมพันธุ์ผักสองชั้น พร้อมกันไปทั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริและในห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของโครงการส่วนพระองค์ฯสวนจิตรลดา

พ.ศ.2536 จัดตั้งธนาคารพรรณพืช

เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2535 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริกับนายแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการพระราชวังและผู้อำนวยการโครงการส่วนพระองค์ฯสวนจิตรลดาให้ดำเนินการอนุรักษ์พรรณพืชของประเทศ โดยพระราชทานให้โครงการส่วนพระองค์ฯสวนจิตรลดา ฝ่ายวิชาการ สำนักพระราชวัง เป็นผู้ดำเนินการ สำหรับงบประมาณดำเนินการนั้น สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมากจากพระราชดำริได้สนับสนุนให้กับโครงการส่วนพระองค์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี โดยการจัดสร้างธนาคารพรรณพืชใน พ.ศ.2536 สำหรับการเก็บรักษาพันธุกรรมพืชที่เป็นเมล็ดและเนื้อเยื่อ